มูลนิธิพัฒนาศักยภาพชุมชน Northnet Thailand
ชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน พึ่งตนเอง สร้างปัญญาชน คนมีคุณธรรม

สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน-ISAC

สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน: ส่งเสริมระบบเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืนและสร้างระบบตลาดที่เป็นธรรม

ความเป็นมาของสถาบันฯ

ก่อนปี 2534 พื้นที่ในภาคเหนือเกิดสถานการณ์การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่ดิน น้ำ ป่า คนในพื้นที่ไม่มีพลังในการต่อสู้กับแหล่งทุน อีกทั้งนักการเมืองก็ไม่ฟังเสียงประชาชน จึงทำให้ปัญหาของประชาชนไม่ได้รับความสนใจจากสังคม

เมื่อต้นปี 2534 องค์กรพัฒนาเอกชนในภาคเหนือ ได้จัดประชุมร่วมกัน จนนำไปสู่การวิเคราะห์ร่วมกันว่าการจัดตั้งเครือข่ายในภาคเหนือกว้างเกินไปทำให้พลังในการหนุนเสริมไม่เข้มแข็ง จึงเกิดมติให้มีการพัฒนาการทำงานที่เป็นรวมพลังระหว่างชนบทกับในเมืองเข้าด้วยกัน เพื่อให้การทำงานของภาคชนบทไม่โดดเดี่ยวจนเกินไปแต่จะให้สังคมเมืองเข้ามามีบทบาทเสริมพลังการขับเคลื่อนให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งผลการทำงานอาจจะออกมาในรูปแบบของสภาประชาชนก็ได้

ช่วงปลายปี 2534 จึงมีการจัดประชุมของเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนใน จ.เชียงใหม่ขึ้น เพื่อเป็นการหาแนวทางในการสร้างเครือข่าย ซึ่ง จ.เชียงใหม่ ได้เริ่มทำในประเด็นเกษตรกรรมทางเลือก เพราะมองว่ามาเรื่องเกษตรปลอดสารจะสามารถดึงพลังผู้บริโภคมาเป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้

เนื่องจากการทำในระบบเกษตรกรรมเคมีเชิงเดี่ยว แม้จะทำให้ปริมาณอาหารมีเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ทำให้วิถีชีวิตของเกษตรกรต้องพึ่งพิงปัจจัยการผลิตจากภายนอกมากขึ้นเช่นกัน ทั้งการใช้พันธุ์พืชใหม่ การใช้ปุ๋ยเคมี การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลง การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย การพึ่งองค์ความรู้และข้อมูลจากภายนอกมากจนละเลยภูมิปัญญาท้องถิ่น และการพึ่งตลาดต่างประเทศมากจนเกินไป จึงทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา เช่น สุขภาพทรุดโทรมอันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีและการบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี การขาดความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย พันธุกรรมพืชสัตว์พื้นบ้านสูญหาย ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ทำให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้น้อยลง และที่สำคัญกลไกการกำหนดราคาอยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง โดยที่เกษตรกรไม่ได้มีส่วนร่วม แต่กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาผลผลิตที่มีความไม่แน่นอน

ทางสถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน ภายใต้มูลนิธิพัฒนาศักยภาพชุมชน (สถาบันฯ) เห็นปัญหาที่เกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำเกษตรกรรมแบบเชิงเดี่ยว จึงมีแนวคิดในการพัฒนาระบบเกษตรกรรมทางเลือกที่ยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริมการทำเกษตรแบบอินทรีย์บนหลักการพึ่งพาตนเอง

เป้าหมายการทำงาน

  • เพื่อสร้างรูปธรรมในการทำงาน ทั้งการรวมกลุ่มเป็นสถาบันทางการเกษตร และการรวมกลุ่มในการผลิตเกษตรแบบอินทรีย์
  • เพื่อผลักดันให้เกิดเครือข่ายของผู้บริโภค
  • เพื่อสร้างตลาดทางเลือกที่เป็นธรรมให้กับผู้ผลิตและผู้บริโภค

วิสัยทัศน์ของสถาบันฯ

ชุมชนที่เป็นเป้าหมายมีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ดี เป็นธรรม กระตุ้นความสร้างสรรค์ การเพิ่มพูนความสามารถในการดำเนินการจนประสบผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ของชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน

พันธกิจของสถาบันฯ

สนับสนุนการสร้างและขยายชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน รวมทั้งช่วยพัฒนาสภาวะต่างๆ  ให้เอื้อต่อการประสบผลสำเร็จของเกษตรกรและผู้บริโภคในจังหวัดเชียงใหม่

“ชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน”หมายถึง กลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกของชุมชน มีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีต่อกัน มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน มีอาหารปลอดภัยบริโภค มีความสุขกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีสภาพสังคมที่เป็นธรรม และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์ของสถาบันฯ

  • เพื่อพัฒนาและขยายชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนในจังหวัดเชียงใหม่
  • เพื่อเป็นองค์กรหลักหนึ่งในการเคลื่อนไหวของขบวนการเกษตรกรรมยั่งยืน
  • เพื่อพัฒนาสถาบันฯ เป็นรูปแบบหนึ่งของชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ของสถาบันฯ

  • จัดกระบวนการเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน และระบบตลาดที่เป็นธรรม ด้วย ศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้าน: สถาบันชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน
  • สนับสนุนผู้ผ่านการอบรมจากศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านฯให้รวมกลุ่มและปฏิบัติการจริงในครอบครัว ไร่นา และชุมชน จนพัฒนาเป็น พื้นที่รูปธรรมชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน ในระดับตำบล และอำเภอ
  • เสริมความเข้มแข็งพื้นที่รูปธรรมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน ชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนที่ครบทั้งระบบ
  • รวบรวมข้อมูล วิจัย พัฒนานโยบาย และสื่อสารสู่สาธารณะด้านระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและตลาดที่เป็นธรรม
  • สร้างสวนเรียนรู้ของสถาบันฯ  ควบคู่กับพัฒนาหมู่บ้านรอบสวนให้เป็นพื้นที่รูปธรรมชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน
  • สร้าง ตลาดกลางชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนให้เป็นสัญลักษณ์ และความเป็นบ้านของขบวนการชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืนและการค้าที่เป็นธรรมในจังหวัดเชียงใหม

หลักการเกษตรอินทรีย์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

ประกอบด้วย

การพึ่งตนเอง และเศรษฐกิจพอเพียง

  • เริ่มจากการผลิตอาหารที่ใช้กระบวนการทางธรรมชาติเพื่อบริโภคในครอบครัวก่อน
  • พึ่งตนเอง เน้นการลดรายจ่าย ใช้ปัจจัยการผลิตและทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก
  • ทำการเกษตรที่มีระบบเหมือนกับป่าธรรมชาติ เสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในไร่นาเพื่อทำให้เกิดความสมดุลของระบบนิเวศตามหลักการของห่วงโซ่อาหารที่ประกอบด้วย “ผู้ผลิต – ผู้บริโภค – ผู้ย่อยสลาย”
  • ใช้และพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม
  • มีการแปรรูปและจำหน่ายที่ตลาดชุมชนก่อน หากเหลือถึงขยับขายที่ห่างไกลออกไปทีละนิด

การใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด รู้คุณค่า

  • ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ในกระบวนการผลิต แปรรูป ตลาดทุกขั้นตอน
  • รวบรวม พัฒนา ปรับปรุง พันธุกรรมพืช สัตว์ จุลินทรีย์ท้องถิ่น
  • เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินอย่างต่อเนื่อง โดยหมุนเวียนทรัพยากรในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด: คน พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ
  • วัชพืชคือทรัพยากรที่มีคุณค่า เป็นทั้งอาหารและยา ฯลฯ
  • ฟื้นฟูองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการศึกษา ทดลอง วิจัยอย่างต่อเนื่อง

สนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนฐานองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาคน องค์กรและเครือข่าย

  • ตระหนักในการสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วมในองค์ความรู้ ข้อมูล การคิด ตัดสินใจ ดำเนินการ รับผิดชอบ และประเมินผล บทบาทหญิงชาย
  • สร้างและพัฒนาองค์กรมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ท้องถิ่นที่ชุมชนและสังคมเชื่อมั่น
  • สร้างและพัฒนาองค์กรเกษตรกรและผู้บริโภค ยกระดับเป็นเครือข่ายและสถาบันชุมชน “ชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน”
  • พัฒนาแผนชุมชนยั่งยืน

รูปแบบของระบบเกษตรกรรมยั่งยืนมีหลากหลายรูปแบบ เช่น เกษตรกรรมธรรมชาติ วนเกษตร  เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน เกษตรถาวร เกษตรชีวภาพพลวัตร ฯลฯ

หลักการตลาดที่เป็นธรรมของสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน

  • ให้ความสำคัญในการบริโภคเองก่อน นั่นคือไร่นาของตนเองคือตลาด หลังจากนั้นจำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนแก่ผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกันเป็นอันดับแรก หากยังคงมีสินค้าเหลืออยู่ จึงค่อยขยับไปขายในชุมชนอื่นที่อยู่ห่างไกลทีละน้อย
  • ต้องให้การผลิตกับการตลาด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่ให้ตลาดนำการผลิตสถานเดียว
  • จำหน่ายผลผลิตที่ใช้กระบวนการผลิต การแปรรูป ทางธรรมชาติ ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี – สารเคมีสังเคราะห์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกขั้นตอน
  • ใช้หีบห่อที่เน้นความสะอาด ประหยัด ใช้วัสดุท้องถิ่น และอนุรักษ์ธรรมชาติ
  • ซื้อและจำหน่ายสินค้าในราคายุติธรรม
  • กลุ่มเกษตรกรเป็นเจ้าของ หรือผู้จัดการสถานที่จำหน่าย มีส่วนร่วมในการบริหารและการจัดการตลาด
  • ใช้ค่าใช้จ่ายในการตลาดให้น้อยลง
  • เน้นรูปแบบการตลาดแบบขายตรง ระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค
  • ส่งเสริมการซื้อสินค้าจากกลุ่มเกษตรกรรายย่อยโดยตรง
  • คิดเสมอว่าเกษตรกรและผู้บริโภคคือเพื่อนกัน

รูปแบบตลาดทางเลือกมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ตลาดในไร่นา ตลาดสดชุมชน ตลาดริมทาง ตลาดนัด ร้านค้าทางเลือก สหกรณ์ผู้บริโภค ฯลฯ

หลักสูตรการฝึกอบรมของสถาบันฯ

  • ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน (เกษตรอินทรีย์ เกษตรธรรมชาติ ฯลฯ)
  • ระบบตลาดการค้าที่เป็นธรรม (ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์)
  • องค์กรมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ท้องถิ่น
  • การพัฒนาองค์กรผู้บริโภคทั้งในโรงเรียน และชุมชนเมือง
  • การจัดการเรียนรู้เรื่องผลกระทบของสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตร
  • การติดตามและประเมินผลแบบมีส่วนร่วม
  • การวางแผนพัฒนาการเกษตรและชุมชนแบบมีส่วนร่วม

โครงการของสถาบันฯ

  • ปี 2534 มีการทำงานวิจัยในประเด็นความต้องการของผู้บริโภค
  • ปี 2535 ทำวิจัยรูปแบบการผลิตและการตลาดพืชผักปลอดสารพิษที่เหมาะสม
  • เดือนกุมภาพันธ์ 2536 ทำโครงการพัฒนาเครือข่ายผู้ผลิต ผู้บริโภค พืชผักปลอดสารพิษ โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา
  • ปี 2537 – 2547 ทำโครงการพัฒนาเครือข่ายผู้ผลิต ผู้บริโภคเกษตรกรรมทางเลือกภาคเหนือตอนบน ได้รับการสนับสนุนจากโนวิบ เนเธอร์แลนด์
  • ปี 2543 – 2548 ทำโครงการเกี่ยวกับการลดใช้สารเคมี ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์
  • ปี 2548 – 2555 ทำโครงการพัฒนาจังหวัดต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ได้รับการสนับสนุนจากอ๊อกแฟม
  • ปี 2550 – 2555 โครงการศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • ปี 2551 – 2555 มีโครงการติดตามผู้ที่ผ่านการอบรมจากศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มจังหวัด
  • ปี 2555 – 2556 ทำโครงการพัฒนากลไกการจัดการด้านระบบอาหารและการเกษตรอย่างยั่งยืนระดับตำบล โดยได้รับการสนับสนุนจากไฮเฟอร์อินเตอร์เนชั่นเนล
  • ปี 2555 – 2557 ทำโครงการพัฒนากลไกทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิเกษตรกรจากการทำเกษตรพันธะสัญญา ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

องค์กรสนับสนุน

  • โนวิบ เนเธอร์แลนด์
  • มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์
  • อ๊อกแฟม เกรท บริเทน
  • สถานทูตญี่ปุ่น
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะกรรมการสถาบันฯ

  • ม.ร.ว. อัจฉรีย์ชัย  รุจวิชัย        ประธานคณะกรรมการ
  • นายสวิง                 ตันอุด         กรรมการและเหรัญญิก
  • อาจารย์วีรพล        ธรรมคุณ    กรรมการ
  • ผศ.ดร.ทิพย์รัตน์  มณีเลิศ       กรรมการ
  • ดร.สมคิด              แก้วทิพย์    กรรมการ
  • ดร.ชมชวน            บุญระหงษ์  กรรมการและเลขานุการ
  • นางสาวชิดณัฎฐา เข็มราช       กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ผู้อำนวยการสถาบันฯ คนปัจจุบัน

น.ส.เกษศิรินทร์ พิบูลย์

บุคลากรของสถาบันฯ

มีเจ้าหน้าที่เต็มเวลาประมาณ 10 – 15 คน

ติดต่อสถาบันฯ:

363 หมู่ที่ 4 ถ.เชียงใหม่-แม่โจ้ ต. หนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50210
โทรศัพท์ และโทรสาร : 0-5335-4053-4 อีเมล :info@northnetthailand.org, boonrahong@hotmail.com